จากกรณีนางหนูจร และนายเกษม สามีภรรยา ชาวอ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ได้ร่ำไห้วอนให้ช่วยติดตามหาตัว น.ส.นิ (นามสมมติ) ลูกสาวอายุ 25 ปี ที่หายไปจากสนามบินดอนเมือง โดยได้รับจดหมายจากลูกสาวขอความช่วยเหลือ บอกว่าถูกจับตัว กักขังในห้องมืด บนเรือ คาดว่าจะนำไปขายตัวที่ต่างประเทศ ล่าสุดตำรวจอุดรธานี สั่งตามล่านายหน้าแรงงานและประสาน ปคม.และดีเอสไอ ช่วยติดตามหาน.ส.นิที่หายไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 27 พ.ย. พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.อุดรธานี ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สมโภช ประจิตร รอง ผกก.สส.สภ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เชิญตัว น.ส.สุกัญญา งามชมภู อายุ 35 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านยวด อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ที่ถูกระบุว่าเป็นนายหน้าที่ชักชวน น.ส.นิ เดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนหายตัวไป ตามคำบอกเล่าของนางหนูจร นำตัวมาสอบสวนที่ห้องปฏิบัติการกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี โดยมีนางยุทธศาสตร์ ทูลกลาง นักวิชาการแรงงานชำนาญการ ร่วมสอบด้วย ใช้เวลาสอบสวน 1 ชั่วโมง

ต่อมา พล.ต.ต.พีระพงศ์เปิดเผยว่า น.ส.สุกัญญาได้ให้การว่าไม่ได้เป็นนายหน้าเถื่อน แต่เป็นคนดำเนินการซื้อตั๋วเครื่องบินจากบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้กับ น.ส.นิ นางบุญค้ำ ชาติโสม และนายชัสชัย ศรีเชียงหวาง เดินทางไปเที่ยวที่เกาหลีใต้ แต่เมื่อถึงเวลาเดินทางปรากฏว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดหางาน ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ ได้เรียกทั้ง 3 คนไปสอบสวน ซึ่งทั้ง 3 ไม่สามารถให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ จึงถูกกักตัวไว้ ไม่ได้เดินทางไป ก่อนที่ทั้ง 3 จะกลับมายังที่พัก และหลังจากนั้นตนก็ไม่ทราบเรื่องราวของทั้ง 3 คนอีกเลย เมื่อตำรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ไปรษณีย์มาบตาพุด จ.ระยอง มาให้ น.ส.สุกัญญาดู ก็ชี้ว่าคนที่ส่งกล่องพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งยืนกอดอกอยู่ คือ น.ส.นิที่อ้างว่าถูกจับตัวขังในห้องมืดในเรือนั่นเอง

พล.ต.ต.พีระพงศ์ กล่าวต่อไปอีกว่า หลังจากกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี และตำรวจ ปคม.กอง 1 ได้สืบสวนในเรื่องนี้ จนแน่ชัดแล้วว่า น.ส.นิไม่ได้ถูกหลอก หรือถูกกักขัง และได้ปรากฏตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ กับเพื่อนชาย ชื่อนายต้น อายุ 25 ปี ชาวหนองคาย เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว และเป็นเรื่องภายในครอบครัว หนีพ่อแม่ เพียงแต่การส่งจดหมายมา ข้อความมันเป็นเรื่องคดีอาญา ตำรวจจึงต้องรีบทำงาน เมื่อวานนี้ก็บอกเป็นนัยๆ อยู่แล้ว จากการตั้งข้อสังเกต เรื่องการเขียนจดหมายในห้องมืด แต่ตัวอักษรสวยเหลือเกิน เขียนตัวตรง แต่ตำรวจต้องสนองความรู้สึกของพ่อแม่ และพยายามทำงานพิสูจน์ให้เห็นว่า มีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ล่าสุดทราบว่า น.ส.นิไปทำงานที่ร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง
“ขอเรียนผ่านสื่อมวลชนไปยังน้องนิว่ากลับบ้านเถอะ ตำรวจให้อภัย พ่อแม่ให้อภัย การกระทำของหนูยังไม่ผิดอาญาอะไรเลย เพียงแต่หลอกพ่อแม่ เพื่อจะไปเที่ยวพักผ่อน กลับเถอะ คิดถึงหัวอกพ่อแม่ น่าจะคิดได้ อย่าให้พ่อแม่ทุกข์ทรมานใจ คนเราผิดพลาดกันได้ไม่เป็นไร ส่วน น.ส.สุกัญญา เหมือนจะเป็นนายหน้าเถื่อนพาไปทำงานประเทศเกาหลีก็ไม่ใช่ โอละพ่อ กลายเป็นเรื่องการติดต่อที่พักและซื้อตั๋วเครื่องบินเท่านั้น ถือว่าไม่เป็นความผิด”
source from:http://www.patjaa.com